วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

คลินิกความงามที่ไม่ควรเข้า ความจริงอันแสนโหดร้าย เรื่องจริงของความสวย

คลินิกแบบไหนที่ผมไม่อยาก
ให้ญาติหรือเพื่อนผมเข้า
ตกลงกันก่อนว่าสเตตัสนี้ผมเขียน
ให้เพื่อนๆผม ที่ไม่สะดวกมาหาผม
อ่าน โดยไม่มีเจตนาจะไปทำลาย
ชื่อเสียงหรือเจาะจงคลินิกไหน
เป็นพิเศษ หากใครเดือดร้อน
ไม่เห็นด้วยกับผมก็ไปโหมโฆษณา
บอกลูกค้าคุณเอาเอง
ถ้าใครเจ็บแค้นจนต้องฆ่าฟันกัน
จริงๆ ให้ไปยิงเมียผมได้เลย
เค้าสั่งให้ผมเขียน
ผมเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวครับ
ปล1 หมอบางคนทำ อาจจะไม่ได้
โลภแต่แค่ไม่รู้ว่ามันไม่ได้ผล
และไม่รู้จักวิธีที่ได้ผลจริงๆน่ะครับ
1.ทำ dermaroller หรือไอ้หัวลูกกลิ้ง
หมุนๆ ไอนี่ตอนนี้ผิดกฎหมาย
มีแต่ข้อเสีย ไม่มีข้อดีใดๆเลย
แค่ช่วงแรกผิวจะบวมๆ
2.ร้อยไหม ไหมเส้นเล็กๆ
มันดึงหน้าอ้วนๆห้อยๆขึ้นไม่ได้
หรอกครับ เค้าพยายามจะดัน
ให้มันได้ผลมา 30ปีละ แต่ก็ไม่สำเร็จ
สังเกตเมื่อก่อนทั่วหน้าเป็นแสน
ตอนนี้ทั่วหน้า 9พันกว่าบาท
😅😅😅😅
วิธีทำให้คนไข้ไม่ด่าก็คือ
I ชมเยอะๆ ใส่มโนลงไป ราคาทันแพง คนไข้ไม่ค่อยกล้ายอมรับ
ว่าไม่ได้ผล มันดูไม่ฉลาด พลาด
II ทำให้บวมเยอะๆ หน้าจะดูตึงขึ้น
แบบหลอกๆชั่วคราว
III ทำร่วมกับอันที่ได้ผลจริง เช่น
filler botox แต่ไหมเอาไว้ทำกำไร
3.เอาน้ำมาพ่นหน้า ที่เรียก jet อะไร
ทั้งหลาย ฝักบัวที่บ้านแรงกว่าเยอะครับ
4.stem cell แบบไหนก็หลอกลวง
ทั้งเพแบบอ่อนๆก็แค่หลอกลวง
แบบแข็งๆก็ตายเยอะๆแบบเยอรมัน
5.detox ล้างพิษ ไม่ว่าเส้นเลือด
หรือลำไส้อันนี้ไร้สาระมากๆ
ทำ chelation เอาไว้ช่วยคนไข้
รับพิษโลหะหนักจากเหมือง,
โรงงานในสมัยก่อน สมัยนี้ไม่มี
ที่ใช้ เลยเอามาล้างพิษหาตัง
กับคนทั่วไปเลย
6.ฉีดโปรตีนเข้าหน้า กี่จุดๆก็ตามแต่
ที่ใช้ชื่อคล้ายชวนเข้าคลินิก "มาเดะ"
อันนี้ฉีดไปร่างกายก็ดูดไปย่อยหมด
ไม่ได้เอาไปสร้างผิว ข้อสำคัญข้าง
กล่องยาจะเขียนไว้ว่า ยาใช้เฉพาะ
นอกเท่านั้น
7.meso fat อันนี้ก็อันตรายและ
ไม่คุ้มมากๆ อย่าไปทำเลยครับ
ข้อสำคัญหลายคนเอามาละลาย
ไขมันใต้คาง แก้ม อันนี้เข้าใจผิด
อย่างแรง คนน่ะครับ ไม่ใช่วัว 😁😁
8.ดูดไขมัน ใครอยากทำก็ทำ
แต่ควรทำใน รพ และมีหมอดมยา
อยู่ด้วย ที่ตายๆกัน
เพราะดมยาเกินขนาดทั้งนั้นครับ
9.filler อันนี้ขอเห็นแก่ตัวหน่อย
เดือนๆนึงผมแก้เคสจากที่อื่นๆ
เป็นสิบเคส Filler มีคุณอนันต์
แต่ก็มีโทษมหันต์เหมือนกับไฟ
อันนี้ถ้าไม่ได้ฉีดกับคลินิกผม
ก็ไม่ฉีดไปเลยดีกว่าครับ
ปรึกษาคุณหมอด้านศัลยกรรม
ตบแต่งเอา
10.รักษาสิว ด้วยการบังคับซื้อ
ผงซักฟอก ยาสระผม
.... เชื่อด้วยหรือครับ 😓😓
ผมรักษาสิวหายเป็นหมื่นราย
ยังไม่เคยให้เปลี่ยนผงซักฟอกหรือ
ยาสระผมเลยแม้แต่เคสเดียว
11.เชียร์แต่กด ฉีดสิว
โดยรักษาเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ไม่มีคำตอบให้ในระยะยาว
รวมถึงเอะอะก็เชียร์ให้ยิง laser
ทุกๆครั้งที่ไป
12.ถ้าใครจะกดสิวด้วย laser ให้
บอกเค้าว่าขอใช้เข็มเจาะแทน
laser ก็พอค่ะ ถูกกว่า 20เท่า
แต่ผลออกมาเท่ากัน
13.อะไรใหม่ๆแปลกๆ อย่าไปทำ
โดยเฉพาะที่สาธา หรือ อย
เค้าห้าม
14.collagen กิน มีค่าเท่าแคปหมูนะครับ
ปล2 ผมบอกเพื่อนสนิทผม
ในวงแคบๆนะครับ
อย่าเอะอะไป

CR.หมอเอ

Chakkrit Akaraseranee
Share:  

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งกระดูก

โรคมะเร็งกระดูก” สามารถแบ่งออกเป็นได้เป็น 2 กลุ่ม

มะเร็งที่เกิดขึ้นจากกระดูกโดยตรงเป็นตำแหน่งเริ่มต้นเรียกว่า “มะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ” เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของกระดูกเอง พบได้ไม่บ่อย ได้แก่ มะเร็งชนิดออสติโอซาโคม่า จะพบในกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า20 ปี และมะเร็งกระดูกอ่อน พบในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 45 ปีขึ้นไป จะพบที่บริเวณกระดูกขาโดยรอบเข่า กระดูกต้นแขน และกระดูกเชิงกราน เป็นส่วนใหญ่

มะเร็งกระดูกที่เกิดจากการแพร่กระจายมาจากโรคมะเร็งอวัยวะอื่น เรียกว่า “มะเร็งทุติยภูมิ” เป็นมะเร็งที่ลุกลามจากมะเร็งอวัยวะอื่นในร่างกายมายังกระดูก ซึ่งพบได้บ่อย มะเร็งต้นกำเนิดที่พบมาก เช่น มะเร็งเต้านม ปอด ต่อมไทรอยด์ ต่อมลูกหมาก ไต เป็นต้น เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมายังกระดูกทำให้กระดูกอ่อนแอลง และหักได้ ทั้งนี้เนื่องจากเซลล์มะเร็งทำลายกระดูก เกิดการสลายแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดปัญหาแคลเซียม ในเลือดสูงตามมา เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายไปยังกระดูกทุกชิ้นในร่างกาย ที่พบบ่อย คือกระดูกสันหลัง รองลงมาคือ กระดูกสะโพก


สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งกระดูกยังไม่ทราบแน่ชัด สำหรับปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งกระดูก อาทิ ได้รับอันตรายจากการล้ม ได้รับสารกัมมันตภาพรังสีในปริมาณมากๆ เป็นต้น สำหรับด้านการวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจเพิ่มเติมพิเศษ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจภาพรังสีชนิดต่างๆ การตรวจชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เมื่อผลสรุปว่าเป็นมะเร็งกระดูก แพย์จะวางแผนการรักษา ตรวจประเมินระยะของโรค สุขภาพของคนไข้ ขนาด ตำแหน่งอย่างละเอียด การรักษามะเร็งกระดูกเกิดขึ้นจากกระดูกเป็นตำแหน่งเริ่มต้น จะรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้ยาเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา โดยพิจารณาเป็นรายบุคคล บางกรณีอาจต้องรักษาหลายวิธี การรักษามะเร็งกระดูกปฐมภูมิ จะผ่าตัดเอามะเร็งออกและใส่ข้อเทียมสำหรับโรคมะเร็งทดแทน มะเร็งกระดูกทุติยภูมิ ต้องรักษามะเร็งต้นกำเนิดก่อนเป็นหลัก พร้อมทั้งเลือกวิธีการรักษาตามความเหมาะสมกับแต่บุคคล
มะเร็งกระดูก
Share:  

ท่าทางที่ถูกสุขลักษณะ ช่วยห่างไกลอาการปวดหลัง

ปวดหลัง

อาการปวดหลัง เรียกได้ว่าเป็นอีกโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่นั่งโต๊ะทำงานตลอด และกลุ่มผู้ที่ต้องทำงานใช้แรงมากๆ อาการปวดส่วนใหญ่หายได้ และมีบางส่วนที่กลายเป็นอาการปวดหลังเรื้อรัง รบกวนการทำงาน ลักษณะอาการปวดนั้น จะมีอาการปวดตั้งแต่บริเวณคอ ปวดหลังต่อเนื่อง

สาเหตุของอาการปวดหลัง

1.    โครงสร้างของกระดูกสันหลังผิดปกติแต่กำเนิด
2.    ท่าทางในชีวิตประจำวันไม่เหมาะสม เช่น การนั่งไม่ถูกท่า ยืนหรือเดินเป็นเวลานาน หรือบางรายอาจมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง เช่น มีการยกของหนัก หรือการก้มยกของผิดท่า บิดคอ บิดหลังกะทันหัน
3.    หมอนรองกระดูกสันหลังยื่นไประคายเคืองเส้นประสาท
4.    กระดูกสันหลังผิดปกติ อาทิ กระดูกสันหลังบาง เสื่อม เป็นต้น

แนวการรักษาแพทย์พิจารณาจากอาการ ความรุนแรง และระยะเวลาของโรค สามารถรักษาได้ 2 แบบ ได้แก่

·         การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ประกอบด้วย
o    การรับประทานยา
o    การทำกายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดบรรเทาอาการอักเสบ
o    การฉีดยาเพื่อระงับความปวดแบบเฉพาะจุด
·         การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ซึ่งจะเลือกใช้วิธีนี้เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ท่าทางที่ถูกสุขลักษณะ ช่วยห่างไกลอาการปวดหลัง

1.    การนั่ง ควรนั่งเก้าอี้สูงพอดี ให้เท้าทั้ง 2 ข้างแตะพื้น ชนิดมีพนักพิงเพื่อรับกับช่วงเอวที่เว้าด้านหลัง นั่งหลังตรง
2.    การนอน ที่นอนควรแข็งพอสมควร เมื่อนอนไม่ยุบตามสรีระ
3.    การยืน ให้ขาข้างใดข้างหนึ่งงอเข่าเล็กน้อย ให้อยู่ในท่าพักขา และสลับเสมอ
4.    การเดิน ผู้หญิงไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงมาก เดินตัวตรง
5.    การยกสิ่งของ ย่อเข่าและสะโพกเพื่อหยิบสิ่งของ ไม่ใช้วิธีก้มหยิบ
6.    การหยิบของในที่สูง ควรใช้เก้าอี้หรือบันไดที่มั่นคงเพื่อหยิบ แทนการเขย่งเอื้อมหยิบของ


http://paolohealthcare.com/Home/โรค-กลุ่มอาการ/กระดูกและข้อ/ปวดหลัง/
Share:  

สาเหตุของการเกิดกระดูกสันหลังคดในกลุ่มออฟฟิตซินโดรม

สาเหตุของการเกิดกระดูกสันหลังคด

ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน โดยโรคกระดูกสันหลังคดมีดังนี้ กระดูกสันหลังคดชนิดไม่ทราบสาเหตุโรคกระดูกสันหลังคดตั้งแต่กำเนิด โรคกระดูกสันหลังคดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อระบบประสาท

อาการกระดูกคด ได้แก่

o    แนวกระดูกสันหลังไม่ตรง
o    ไหล่หรือสะโพก 2 ข้าง สูงไม่เท่ากัน
o    ด้านหลังอาจมีกระดูกนูน เห็นชัดในท่าก้มตัวไปข้างหน้า
o    มีอาการปวดบริเวณต่างๆ เช่น ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดหลัง ปวดเอว ปวดสะโพก ปวดขา ชาแขนหรือชาขา เป็นต้น
o    บางรายอาจมีอาการปวดรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวดศีรษะชนิดรุนแรง ปวดหลังมาก จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
o    อาจมีขาสั้นยาวไมเท่ากัน บางรายชัดเจนมาก จนทำให้การเดินผิดปกติ
o    มีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติเวลาออกแรง หรือทำกิจกรรมต่างๆ

การรักษาขึ้นกับมุมของการคด” แนวทางการรักษาเปลี่ยนแปลงมุม ในรายที่มีการคดน้อยกว่า 25 องศาเซลเซียล ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆเพียงติดตามการเปลี่ยนแปลงของมุม ทุก 4เดือนสำหรับผู้ที่มีมุมการคดมากกว่า 25 องศาเซลเซียล รักษาโดยการใส่เสื้อเกราะ เป็นอุปกรณ์ค้ำจุน เพิ่มความแข็งแรงช่วยป้องกันหรือชะลอไม่ให้มุมการคดมีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิมและมุมการคดมากกว่า 45 องศา อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดเพื่อจัดแนวกระดูกสันหลังใหม่การผ่าตัดนี้ใช้หลักการเดียวกับการรักษากระดูกหักคือการใช้โลหะช่วยดามกระดูกสันหลังให้ตรง.

โดยปกติกระดูกสันหลังของคนทั่วไป กระดูกทั้งหมดจะเรียงต่อกันเป็นแนวเส้นตรงแต่ในผู้ที่เป็นกระดูกสันหลังคดเมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นแนวกระดูกโค้งไปทางซ้ายหรือทางขวา ไม่เป็นเส้นตรงเหมือนคนปกติ โรคกระดูกสันหลังคด พบได้ส่วนน้อย เกิดได้ในทุกวัย พบได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่แต่ส่วนมากมักเกิดในช่วงที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกอย่างรวดเร็วคืออายุประมาณ 10-15 ปี
กระดูกสันหลังคด

http://paolohealthcare.com/Home/โรค-กลุ่มอาการ/กระดูกและข้อ/กระดูกสันหลังคด/
Share:  

ภาวะการคลอดก่อนกำหนด เรื่องเสี่ยงแม่และลูก

หากจะถามว่าในการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง คนเราใช้เวลานานเท่าไหร่ หลายคนคงตอบว่า 9 เดือน แต่สำหรับในทางการแพทย์แล้ว เราจะนับเป็นสัปดาห์ ซึ่งในการตั้งครรภ์หนึ่งครั้งจะใช้เวลา 40 สัปดาห์ หากคำนวณเป็นเดือน จะเท่ากับ 9 เดือนกับอีก 4 สัปดาห์นั่นเอง เราเรียกว่าเก้าเดือนเต็ม และในทางการแพทย์ เราให้นิยามการเจ็บครรภ์คลอดที่ครบกำหนดคือตั้งแต่ 37 สัปดาห์เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นหากหญิงตั้งครรภ์รายใดมีภาวะเจ็บครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์ เราจะเรียกว่าเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด หรือภาวะการคลอดก่อนกำหนด การเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด สามารถเกิดขึ้นได้กับหญิงตั้งครรภ์ทุกราย ซึ่งหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะดังกล่าวได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีครรภ์แฝด หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติเกิดคลอดบุตรก่อนกำหนด หญิงตั้งครรภ์ที่พยาธิสภาพที่มดลูก เช่นมีเนื้องอกมดลูกขณะตั้งครรภ์ นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว ส่วนใหญ่ภาวะการเจ็บก่อนกำหนดจะเกิดจากพฤติกรรมของหญิงตั้งครรภ์เอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก การไม่ระมัดระวังตัวเองต่างๆ สรุปได้ว่า ควรหลีกเลี่ยงการสะเทือนทุกชนิด สำหรับอาการของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด หญิงตั้งครรภ์จะรู้สึกได้ว่ามีอาการหน่วงลงท้องน้อย มดลูกมีการแข็งตัว ทำให้หน้าท้องมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ บางรายมีมูกปนเลือดออกมาด้วย หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการเหล่านี้ การคลอดก่อนกำหนดคลอดควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยด่วน ซึ่งหากเกิดภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดจริง ก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

การคลอดก่อนกำหนด


ในการดูแลรักษา


สูติแพทย์จะประเมินความรุนแรงของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดโดยดูจากอายุครรภ์ การตรวจประเมินปากมดลูกและการใช้เครื่องมือเพื่อประเมินการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งแนวทางการรักษาสูติแพทย์จะพยายามยับยั้ง การหดรัดตัวของมดลูกเพื่อยืดระยะเวลาการตั้งครรภ์ออกไปให้จนถึงครบกำหนดคลอด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า NST (Non stress test) ซึ่งเป็นการติดสายรัดที่บริเวณหน้าท้องมีเซนเซอร์ตรวจวัดการเต้นของหัวใจลูก ร่วมกับการแข็งตัวของมดลูก โดยคุณแม่จะได้รับปุ่มสำหรับกดเมื่อได้รู้สึกถึงการดิ้นของลูกในครรภ์ เครื่องมือจะบันทึกการเต้นของหัวใจของทารก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาสำหรับตรวจประเมินประมาณ 30 นาที ซึ่งการตรวจด้วยเครื่องมือนี้จะเป็นการบอกสุขภาพของเด็กในครรภ์และประเมิน การเจ็บครรภ์คลอดได้ แต่หากไม่สามารถยับยั้งได้ สูติแพทย์จะประสานงานกับกุมารแพทย์เพื่อเตรียมตัวดูแลทารกที่จะคลอด ซึ่งทารกที่คลอดก่อนกำหนด จะมีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในเรื่องการหายใจ เนื่องจากปอดอาจยังไม่พัฒนาดีเพียงพอ ทำให้หายใจเองได้ยากลำบาก นอกจากนั้นอาจมีน้ำหนักตัวน้อย บางรายไม่สามารถรับสารอาหารทางปากได้ และอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในอนาคตอีกด้วย ฯลฯ ซึ่งทารกกลุ่มนี้จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากกุมารแพทย์ ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนในทารกที่คลอดก่อนกำหนดนั้นขึ้นอยู่กับ อายุครรภ์ตอนที่ทารกคลอด และการดูแลรักษาก่อนคลอด ซึ่งทารกที่คลอดตอนอายุครรภ์น้อยๆ จะมีความเสี่ยงในภาวะแทรกซ้อนที่จะตามมามากกว่าทารกที่อายุครรภ์มากกว่า ภาวะการณ์เจ็บครรภ์ก่อนกำหนดในปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง เพราะการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันทุกคนต่างต้องทำงาน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ด้วย ซึ่งการทำงานที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดได้ และหากไม่สามารถยับยั้งภาวะดังกล่าวได้ ทารกที่เกิดมาก็อาจมีปัญหาต่อมาในอนาคต ภาวะการณ์เจ็บครรภ์ก่อนกำหนด สามารถเฝ้าระวังและป้องกันได้ จากฝากครรภ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการดูแลตัวเองที่ของหญิงตั้งครรภ์ กระบวนการฝากครรภ์ที่มีคุณภาพจะช่วยให้หญิงตั้งครรภ์เข้าใจการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ดังนั้นหากคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่ รีบไปฝากครรภ์ในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานนะครับ โดย นพ.สุระ โฉมแฉล้ม สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน
Share:  

การตั้งครรภ์ อาการตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ ข้อควรรู้สำหรับคุณแม่มือใหม่

Week 1 : ฟิตร่างกายพร้อม หากคุณตั้งใจแล้วว่าจะเป็นคุณแม่เร็วๆนี้ คุณจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรงอย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ ในระยะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่ต้องหลีกเลี่ยงในบริเวณที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ และงดการรับประทานยาใดๆ หากจำเป็นจริงๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง ยิ่งถ้าสมาชิกในครอบครัวคนใดเคยเป็นโรคร้ายแรง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ รวมถึงการชวนสามีไปตรวจเช็คสุขภาพร่างกายพร้อมๆกันเลยจะดีที่สุด

Week 2 : ช่วงตกไข่ ช่วงเวลานี้อุณหภูมิในร่างกายของคุณแม่จะสูงขึ้น แต่บางครั้งอาจรู้สึกหนาวสั่นได้ นั่นเป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนตัวเร่งทำให้ไข่สุก และช่วงเวลาเดียวกับไข่ที่สุก ร่างกายของคุณแม่ก็ผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาในเวลาเดียวกัน 

Week 3 :ช่วงฝังตัว หลังจากไข่ที่ได้รับการผสมแล้วก็จะเดินทางไปฝังตัวในผนังมดลูก ในช่วงระหว่างนี้ถ้ามีเลือดออกมาทางช่องคลอดในปริมาณเล็กน้อยไม่ต้องตกใจไป นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังจะได้เป็นแม่สมใจแล้ว ที่สำคัญช่วงนี้ควรรับประทานกรดโฟลิคให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัม 

Week 4 :ประจำเดือนไม่มา หลังฝังตัวในผนังมดลูก ตัวอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนตั้งครรภ์เข้าไปในกระแสเลือด และช่วงนี้เองที่คุณแม่จะมีอาการวิงเวียน พะอืดพะอม เป็นลมหน้ามืด การได้พักผ่อนเต็มที่และหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลจึงจำเป็นสำหรับว่าที่คุณแม่ จำไว้ว่าธาตุเหล็กจำเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่และลูกน้อย 

Week 5 : ฝากครรภ์ อาการตั้งครรภ์ อาการต่างๆ รวมถึงการขาดประจำเดือนเริ่มส่งสัญญาณให้คุณเริ่มจะรู้ตัวแล้วว่ามีชีวิตน้อยๆ กำลังก่อกำเนิดขึ้น เพื่อการวางแผนที่ดีต่อสุขภาพลูกน้อยในครรภ์และคุณแม่ ควรรีบฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ ซึ่งแพทย์จะนับอายุครรภ์นับจากวันแรกที่ประจำเดือนขาดหายไป พร้อมกับกำหนดวันคลอดให้กับคุณ
การฝากครรภ์


Week 6 : อาการแพ้ท้อง อาการแพ้ท้อง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ว่าที่คุณแม่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย อาการแพ้ต่างๆ จะเกิดขึ้นนั่นก็เพราะตัวอ่อนมีการเติบโตอย่างเต็มที่ในช่วงนี้ แต่ถ้ามีอาการแพ้มากหรือกินระยะเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ สูตรที่ได้ผลในช่วงนี้คือ ควรกินอาหารแต่น้อยแต่ให้บ่อยครั้ง จะทำให้คุณแม่ได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องแม้ในยามแพ้ท้องทานอะไรไม่ค่อยได้ 

Week 7 : ตั้งครรภ์สมบูรณ์ ในช่วงนี้คุณแม่ก็ควรดูแลด้านอนามัยบริเวณช่องคลอดให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณควรระวังในเรื่องการตกขาว ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงตั้งครรภ์ แต่ถ้าหากเป็นมากอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้จนลุกลามเข้าไปในโพรงมดลูกและมีอาการอักเสบร่วมด้วยจะส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อนในผนังมดลูก และมีผลต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในระยะ 3 เดือนแรก 

Week 8 :ตรวจเช็คสุขภาพ คุณสามารถป้องกันปัญหาจากการตั้งครรภ์ได้ ด้วยการดูแลสุขภาพครรภ์ให้ดีเสียแต่เนิ่นๆ มีการฝากครรภ์ ถึงแม้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคุณตั้งครรภ์ แต่ในบางครั้งการไปพบแพทย์ตามนัดอยู่เสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจกับการผ่านพ้นอาการเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นท้องนอกมดลูก คลอดก่อนกำหนด โรคครรภ์เป็นพิษ เลือดออกทางช่องคลอดเพราะอาการเหล่านี้จะแสดงอาการออกมาในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ 


Week 9 :รูปร่างที่เริ่มเปลี่ยน รูปร่างของคุณแม่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะฮอร์โมน hCG หลั่งออกมาในระดับสูงสุด เช่น เต้านมเริ่มคัดเจ็บขยายใหญ่ ผิวหนังเริ่มตึง การมองหาชุดชั้นในใหม่ที่เหมาะสมกับสรีระของคุณแม่คงจะเริ่มในช่วงนี้
การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์, การฝากครรภ์ 
Share:  

อยากตั้งครรภ์ อยากมีลูกใช่มั้ย ให้เราช่วยคุณสิ


เพื่อให้คำว่า “ครอบครัว” สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก

โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล (Superior A.R.T.)

โรงพยาบาลเปาโล เราพร้อมให้คำปรึกษา กับผู้ที่อยากมีบุตร อยากตั้งครรภ์ ให้บริการอย่างครอบคลุมเพื่อวางแผนการมีบุตร ตรวจวินิจฉัยสาเหตุ พร้อมให้คำแนะนำถึงขั้นตอนการรักษาที่เหมาะสม โดยสูตินรีแพทย์ผู้มีประสบการณ์เฉพาะทาง
  • ตรวจวินิจฉัยประเมินภาวะมีบุตรยาก
  • การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช
  • เทคโนโลยีการช่วยเจริญพันธุ์ IUI, IVF, ICSI
  • บริการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมตัวอ่อนในระดับยีน PGD-PCR
  • บริการตรวจวิเคราะห์โครงสร้างโครโมโซมตัวอ่อน CGH

โปรแกรมรักษาผู้มีบุตรยาก IVF ราคา 125,000 บาท*

(หมายเหตุ : * ราคานี้ไม่รวมค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนเริ่มรักษา ยากระตุ้นฮอร์โมนและการแช่แข็งตัวอ่อน ซึ่งเงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด)

IVF – เทคโนโลยีการช่วยปฏิสนธินอกร่างกาย

การทำเด็กหลอดแก้ว คือ… กระบวนการนำไข่ที่ได้จากการกระตุ้นมาทำการปฏิสนธิในหลอดทดลอง ภายหลังการปฏิสนธิจะเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกายอีกประมาณ 3 – 5 วัน ก่อนทำการย้ายตัวอ่อนใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้มีการฝังตัวและเจริญเติบโตซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ อยากตั้งครรภ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และนัดหมายล่วงหน้าได้ที่.. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน (Superior A.R.T.)Tel. 0-2271-7000 ต่อ 10498 – 99
อยากตั้งครรภ์


http://paolohealthcare.com/Home/แม่และเด็ก/ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก/
Share:  

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคกระเพาะอาหาร สาวออฟฟิตทำไมเป็นกันเยอะ

โรคกระเพาะอาหารชนิดที่มีแผลและไม่มีแผล


โรคกระเพาะอาหารชนิดทีมีแผล
อาจจะพบได้น้อยเมื่อเทียบกับโรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่มีความสำคัญเนื่องจากอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เนื่องจากเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร และแผลในกระเพาะอาหารทะลุ เป็นต้น หากรักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ ส่วนใหญ่มีอาการปวดท้องบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีประวัติเป็นเรื้อรังมานาน แต่สุขภาพทั่วไปไม่ทรุดโทรม บางรายมีอาการจุก เสียด แน่น เจ็บ แสบ หรือ ร้อน อาการมักจะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารหรือชนิดของอาหาร เช่น อาจปวดมากเมื่อหิว หลังรับประทานอาหารจะทุเลา แต่บางรายอาการปวดเป็นมากขึ้นหลังอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น
สาเหตุของการเกิดโรค
มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อแบคทีเรียเฮโลโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicombacter Pylori) หรือ เอช.ไพโลไร หากโรคกระเพาะอาหารที่เป็นอยุ่เกิดจากเชื้อ “H. Pylori” อาจทำให้บุคคลในครอบครัว หรือเพื่อนที่ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ ดั้งนั้นผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และรับการตรวจหาเชื้อ“H. Pylori” ในกระเพาะอาหาร เพื่อการวินิจฉัยที่ตรงจุดและการรักษาที่ทันท่วงที ก่อนจะลุกลามเป็นโรคร้ายในอนาคต
วิธีตรวจหาเชื้อ เอช.ไพโลไร
เพื่อวินิจฉัยอาการในเบื้องต้น สามารถทำได้โดย การตรวจลมหายใจ เพื่อดูการติดเชื้อ เอชไพโลไร , วิธีการเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ วิธีทางพยาธิวิทยา หรือดูการเปลี่ยนสีของชุดตรวจพิเศษ เพื่อหาเชื้อ และการตรวจที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น นั่นคือวิธีการส่องกล้อง
การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Gastroscope , EGD)
เป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุดและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถเห็นรายละเอียดของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้ชัดเจนดีกว่าการกลืนแป้ง การส่องกล้องฯ ช่วยยืนยันการวินิจฉัย และสามารถยืนยันตำแหน่งและขนาดของแผลที่ตรวจพบได้ นอกจากนี้การส่องกล้องฯ สามารถตรวจหาเชื้อ H.pylori โดยการคีบชิ้นเนื้อเล็กๆมาตรวจหาเชื้อหรือส่งตรวจพยาธิสภาพกรณีสงสัยมะเร็งกระเพาะอาหารได้ด้วย
การรักษา
สำหรับการรักษาจะใช้วิธีการกำจัดเชื้อเอช.ไพโลไร โดยให้ยาลดกรดร่วมกับยาปฎิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยยาลดกรด หรือยาช่วยปรับหรือเพิ่มความเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร เพื่อช่วยให้ไม่มีอาการมาย่อยค้างอยู่ในทางเดินอาหารส่วนต้น หรือบางรายอาจจะใช้ยาลดการอักเสบของเยื่อบุผิวกระเพาะอาหาร (Mucosal Protectants)
คำแนะนำเพิ่มเติม
หากมีการตรวจพบเชื้อ H.pylori ต้องทำการรักษากำจัดเชื้อ เพราะหากไม่มีการกำจัดเชื้อจะทำให้ไม่สามารถรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ให้หายขาดได้
การรับประทานยารักษาแผลกระเพาะอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการปวดท้องดีขึ้น เนื่องจากอาการปวดท้องมักดีขึ้นก่อนการหายของแผล
โรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล
เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหามากกับคนโดยส่วนใหญ่ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลักที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ความไวของประสาทการรับรู้ความรู้สึกของกระเพาะอาหารและลำไส้มากผิดปกติ โดยเฉพาะต่อกรด หรืออาหารมันทำให้เกิดอาการแน่น หรือปวดท้อง
กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น การขยายตัวของกระเพาะอาหารลดลง หรือมีการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไม่ทำให้เสียชีวิต ไม่มีเลือดออก และไม่กลายเป็นมะเร็ง
อาการของโรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล
จะมีอาการเหมือนโรคกระเพาะอาหารชนิดมีแผล คือ ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ แน่นท้อง ท้องอืด มีลมมาก คลื่นไส้ อาเจียน รับประทานแล้วอิ่มง่าย ดังนั้นการวินิจฉัยที่แน่นอนคือ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ถ้าผลปกติไม่มีแผล ไม่มีมะเร็ง จะสามารถสรุปได้ว่า เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล
การรักษา
การรักษาที่สำคัญที่สุด คือเน้นเรื่องการแนะนำถึงวิธีการปฎิบัติตัว และการเข้าใจถึงการดำเนินโรค เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดความกังวล เมื่อมีอาการเกิดขึ้นในภายหลัง
การดูแลตนเอง สิ่งที่ต้องเน้นเป็นสำคัญ คือ เรื่องของอาหาร
หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ด เปรี้ยว รสจัด
อาหารหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ผักดอง
อาหารประเภทของทอด ของมัน เนื่องจากเป็นสารที่ย่อยยากกว่าสารชนิดอื่น
เครื่องดื่มแอลกฮอล์ บุหรี่ น้ำอัดลม
ไม่รับประทานจนอิ่มเกินไป เพราะจะทำให้กระเพาะขยายตัวกระตุ้นให้เจ็บ และปวดท้องมากขึ้น
ลดปริมาณอาหารมื้อหลัก และเสริมในมื้ออาหารว่าง เพื่อไม่กระตุ้นให้เกิดการปวดท้อง
พยายามอย่าให้ท้องว่างเกิน 3 ชม. และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนักมากขึ้น
หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล เพราะความเครียดจะกระตุ้นให้กรดออกมาก ตามธรรมชาติเมื่อกรดออกมากจะสร้างแก็สมาก กระเพาะจะขยายและเกร็งตัวทำให้มีอาการปวดท้องมากขึ้น

Share:  

อาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ บอกโรคอะไรได้บ้าง

อาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุเกิดขึ้นได้บ่อย ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องใส่ใจสุขภาพ คืออย่านิ่งนอนใจ
ปัญหาที่พบได้กับหลายๆ คน คือมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ ไปพบแพทย์ตรวจเบื้องต้นก็ไม่พบความผิดปกติ แต่อาการปวดท้องก็ยังคงมีอยู่ หมายความว่าต้องมีความผิดปกติใดเกิดขึ้น และเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อค้นหาถึงต้นตอของความปวดนั้น เนื่องจากระบบทางเดินอาหารครอบคลุมหลายอวัยวะ
จะว่าไปแล่วอาการปวดท้องอาจมีที่มาได้จากหลายสาเหตุ เช่น เรื่องของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับอ่อน ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ตับ ซึ่งอาจเป็นโรคโดยทั่วไป หรือเป็นโรคที่มีความร้ายแรงดังเช่น มะเร็ง จึงทำให้เกิดความผิดปกติที่ไม่ทราบสาเหตุ
1.มะเร็งกระเพาะอาหาร
ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบ็กเตอร์ไพลอไร(Helicobacter Pylori:HP) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะ ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้เป็นโรคนี้มากขึ้น ระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อระยะของโรคมีการพัฒนามากขึ้น ก็อาจทำให้มีอาการคล้ายโรคอื่นๆ เช่นโ รคแผลในกระเพาะอาหาร โรคไวรัสลงกระเพาะ
ลักษณะอาการ
รู้สึกอาหารไม่ย่อยหรือรู้สึกไม่สบายท้อง
ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
คลื่นไส้ ไม่อยากรับประทานอาหาร
ทำความสะอาดปากและฟันหลังอาหารทุกมื้อ
มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก
วิธีการรักษา
ลักษณะเช่นนี้ ต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยการกลืนแป้งสารทึบแสงและทำการเอ็กซเรย์ จึงจะสามารถเห็นความผิดปกติหรืออาจต้องทำการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น และเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ จึงจะเห็นตำแหน่งของโรคและการกระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอ็กซเรย์แบบธรรมดา
2.มะเร็งลำไส้
เกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ (Colon) หรือมะเร็งที่ช่องทวารหนัก (Rectum) เป็นมะเร็งที่อันตราย พัฒนาจากเซลล์ที่ผลิตเยื่อเมือกในลำไส้ โดยส่วนใหญ่เริ่มต้นจากติ่งเนื้อ (Polyp) หรือเยื่อเมือกในลำไส้ใหญ่เองกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
ลักษณะอาการ
มีอาการปวดท้องเรื้อรัง
ท้องอืดเรื้อรัง
ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ถ่ายดำ
น้ำหนักลดผิดปกติ อ่อนเพลีย
คลำพบก้อนในท้อง ท้องผูก หรือท้องผูกสลับท้องเสีย
วิธีการรักษา

สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือดคัดกรองหาเลือดที่ปนมาในอุจจาระ การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารการตรวจทางภาพรังสีวินิจฉัย  อ่านเพิ่มเติม อาการปวดท้อง 
Share:  

รู้ทัน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาการของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจ
ไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการโดยทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง

มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่ไม่สามารถทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบ็กเตอร์ไพลอไร (Helicobacter Pylori:HP) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะ ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรัง จะทำให้เป็นโรคนี้มากขึ้น ลักษณะอาการของมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นอย่างไร



มะเร็งกระเพาะอาหาร-01
อาการของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการโดยทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจงอาจคล้ายกับโรคอื่นๆ รู้สึกอาหารไม่ย่อย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืดหลังกินอาหาร ไม่อยากอาหาร สำหรับอาการมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะลุกลาม อาจมีอาการอ่อนเพลีย อาจเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลด
ปัจจัยเสี่ยงของโรคประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ปัจจัยเสี่ยงที่มีความเกี่ยวของกับการเกิดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ได้แก่ เมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าผู้หญิง การรับประทานอาหารปิ้งย่าง หมักดองอาจทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ในขณะเดียวกันการรับประทานผักและผลไม้ก็อาจจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้ การติดเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชื้อนี้จะทำให้มีอาการอักเสบและเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารจึงเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร การสูบบุหรี่ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงขึ้น หรือจากโรคต่างๆ เช่น กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และโรคเลือดบางชนิด
การตรวจวินิจฉัยโรค
ลักษณณะตามอาการที่กล่างมาข้างต้นจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดด้วยการส่องกล้อง เพื่อให้เห็นภายในกระเพาะอาหาร และตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ, การอัลตราซาวด์ ทำให้เห็นความลึกของกระเพาะอาหาร หรือการกระจายของมะเร็ง, กลืนแป้งสารทึบแสงทำการเอ็กซเรย์จึงจะสามารถเห็นความผิดปกติ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ จึงจะเห็นตำแหน่งของโรคและการกระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอ็กซเรย์ธรรมดา
ขั้นตอนการรักษาทำได้อย่างไร
สำหรับการรักษา แนวทางเลือกการรักษาขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่งของก้อนและระยะการแพร่กระจายของโรค การรักษาประกอบไปด้วยการผ่าตัดรังสีรักษา และการให้ยาเคมีบำบัด


Share: