การรักษาโรคตับอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อขจัดเชื้อ ตรวจติดตามผลการรักษา การตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดปริมาณเชื้อ
ภาวะตับอักเสบ หมายถึงภาวะที่มีการอักเสบ เซลล์ตับถูกส่งผลให้ให้การทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตับผิดปกติ ทำให้ตับมีแผล และมีลักษณะขรุขระ อาจทำให้เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับได้ตับอักเสบแบ่งเป็น 2 ชนิด

ประเภทของภาวะโรคตับอักเสบ
1.ตับอักเสบเฉียบพลัน มักมีอาการที่พบได้บ่อย คืออ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องที่ตำแหน่งชายโครงด้านขวาจากการที่ตับโต ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง มีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนใหญ่เป็นชนิด A, B, C และ E และเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น Cytomegalo virus (CMV), Epstein-Barr virus (EBV), Herpes Simplex virus (HSV) เชื้อไวรัสไข้เลือดออก (Dengue) รวมถึงยาบางชนิดที่อาจส่งผลทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาจากแพทย์ทางเลือกต่างๆ อาทิ ยาจีน ยาสมุนไพร เป็นต้น และสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น สารเคมีบางชนิด เห็ดที่มีพิษแอลกอฮอล์ การขาดเลือดแบบเฉียบพลัน การติดเชื้อโรคต่างๆ อาจทำให้ตับอักเสบเฉียบพลัน และตับอักเสบชนิดที่ 2 ได้แก่
2.ตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ จนเกิดตับแข็ง หรืออาจเป็นมะเร็งตับในที่สุดสามารถเกิดจากผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบ จากสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อไวรัส เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับสารพิษ ความอ้วน มีภาวะที่มีการอักเสบของตับเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนขึ้นไป
ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบเป็นอย่างไร
ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ปวดท้อง เจ็บเสียดบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับและอาการสำคัญที่บ่งว่าเป็นโรคตับ คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลืองปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งเรียกกันว่า “ดีซ่าน”
ทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบ
สำหรับกรณีของไวรัส ตับอักเสบ มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และไวรัสตับอักเสบอี แต่ชนิดที่ก่อให้เกิดไวรัสตับเรื้อรังก็คือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และไวรัสตับอักเสบดี โดยที่ไวรัสตับอักเสบดีไม่พบเจอในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี คือ การติดต่อจากคนในครอบครัว แพร่กระจายภายในเครือญาติ สามารถติดต่อกันทางเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ และการมีเพศสัมพันธ์ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญคือ การติดเชื้อทางเข็ม โดยการสักลวดลายบนผิวหนังและการฉีดยา เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแล้ว จะยังไม่มีอาการปรากฏจนถึงระยะสุดท้าย ผู้ป่วยอาจเกิดอาการตับวายและเสียชีวิตได้
การรักษาและป้องกันดูแลตับอักเสบ
การรักษาตับอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อขจัดเชื้อ ตรวจติดตามผลการรักษา การตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดปริมาณเชื้อ และสิ่งที่ดีที่สุด คือการป้องกันที่ต้นตอของโรค การดูแลตนเองเบื้อต้นสารมารถทำได้ ดังนี้
1.การมีอนามัยส่วนบุคคล และส่วนรวมที่ดี เช่นการล้างมือให้สะอาดหลังการขับถ่าย ปรุงอาหารถูกหลักอนามัยเลือกรับประทานอาหารที่สุกมีประโยชน์ ไม่มีการปนเปื้อนสารพิษ ดื่มน้ำที่สะอาด
2.หลีกเลี่ยงการรับ สัมผัสเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง
3.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่สามี ภรรยา
4.ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบก่อนได้รับเชื้อ
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม
6.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประเภทของภาวะโรคตับอักเสบ
1.ตับอักเสบเฉียบพลัน มักมีอาการที่พบได้บ่อย คืออ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องที่ตำแหน่งชายโครงด้านขวาจากการที่ตับโต ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง มีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนใหญ่เป็นชนิด A, B, C และ E และเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น Cytomegalo virus (CMV), Epstein-Barr virus (EBV), Herpes Simplex virus (HSV) เชื้อไวรัสไข้เลือดออก (Dengue) รวมถึงยาบางชนิดที่อาจส่งผลทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาจากแพทย์ทางเลือกต่างๆ อาทิ ยาจีน ยาสมุนไพร เป็นต้น และสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น สารเคมีบางชนิด เห็ดที่มีพิษแอลกอฮอล์ การขาดเลือดแบบเฉียบพลัน การติดเชื้อโรคต่างๆ อาจทำให้ตับอักเสบเฉียบพลัน และตับอักเสบชนิดที่ 2 ได้แก่
2.ตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ จนเกิดตับแข็ง หรืออาจเป็นมะเร็งตับในที่สุดสามารถเกิดจากผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบ จากสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อไวรัส เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับสารพิษ ความอ้วน มีภาวะที่มีการอักเสบของตับเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนขึ้นไป
ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบเป็นอย่างไร
ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ปวดท้อง เจ็บเสียดบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับและอาการสำคัญที่บ่งว่าเป็นโรคตับ คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลืองปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งเรียกกันว่า “ดีซ่าน”
ทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบ
สำหรับกรณีของไวรัส ตับอักเสบ มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และไวรัสตับอักเสบอี แต่ชนิดที่ก่อให้เกิดไวรัสตับเรื้อรังก็คือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และไวรัสตับอักเสบดี โดยที่ไวรัสตับอักเสบดีไม่พบเจอในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี คือ การติดต่อจากคนในครอบครัว แพร่กระจายภายในเครือญาติ สามารถติดต่อกันทางเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ และการมีเพศสัมพันธ์ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญคือ การติดเชื้อทางเข็ม โดยการสักลวดลายบนผิวหนังและการฉีดยา เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแล้ว จะยังไม่มีอาการปรากฏจนถึงระยะสุดท้าย ผู้ป่วยอาจเกิดอาการตับวายและเสียชีวิตได้
การรักษาและป้องกันดูแลตับอักเสบ
การรักษาตับอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อขจัดเชื้อ ตรวจติดตามผลการรักษา การตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดปริมาณเชื้อ และสิ่งที่ดีที่สุด คือการป้องกันที่ต้นตอของโรค การดูแลตนเองเบื้อต้นสารมารถทำได้ ดังนี้
1.การมีอนามัยส่วนบุคคล และส่วนรวมที่ดี เช่นการล้างมือให้สะอาดหลังการขับถ่าย ปรุงอาหารถูกหลักอนามัยเลือกรับประทานอาหารที่สุกมีประโยชน์ ไม่มีการปนเปื้อนสารพิษ ดื่มน้ำที่สะอาด
2.หลีกเลี่ยงการรับ สัมผัสเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง
3.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่สามี ภรรยา
4.ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบก่อนได้รับเชื้อ
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม
6.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น