วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคกระเพาะอาหาร สาวออฟฟิตทำไมเป็นกันเยอะ

โรคกระเพาะอาหารชนิดที่มีแผลและไม่มีแผล


โรคกระเพาะอาหารชนิดทีมีแผล
อาจจะพบได้น้อยเมื่อเทียบกับโรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่มีความสำคัญเนื่องจากอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เนื่องจากเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร และแผลในกระเพาะอาหารทะลุ เป็นต้น หากรักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ ส่วนใหญ่มีอาการปวดท้องบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีประวัติเป็นเรื้อรังมานาน แต่สุขภาพทั่วไปไม่ทรุดโทรม บางรายมีอาการจุก เสียด แน่น เจ็บ แสบ หรือ ร้อน อาการมักจะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารหรือชนิดของอาหาร เช่น อาจปวดมากเมื่อหิว หลังรับประทานอาหารจะทุเลา แต่บางรายอาการปวดเป็นมากขึ้นหลังอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น
สาเหตุของการเกิดโรค
มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อแบคทีเรียเฮโลโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicombacter Pylori) หรือ เอช.ไพโลไร หากโรคกระเพาะอาหารที่เป็นอยุ่เกิดจากเชื้อ “H. Pylori” อาจทำให้บุคคลในครอบครัว หรือเพื่อนที่ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ ดั้งนั้นผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และรับการตรวจหาเชื้อ“H. Pylori” ในกระเพาะอาหาร เพื่อการวินิจฉัยที่ตรงจุดและการรักษาที่ทันท่วงที ก่อนจะลุกลามเป็นโรคร้ายในอนาคต
วิธีตรวจหาเชื้อ เอช.ไพโลไร
เพื่อวินิจฉัยอาการในเบื้องต้น สามารถทำได้โดย การตรวจลมหายใจ เพื่อดูการติดเชื้อ เอชไพโลไร , วิธีการเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ วิธีทางพยาธิวิทยา หรือดูการเปลี่ยนสีของชุดตรวจพิเศษ เพื่อหาเชื้อ และการตรวจที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น นั่นคือวิธีการส่องกล้อง
การส่องกล้องทางเดินอาหาร (Gastroscope , EGD)
เป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุดและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถเห็นรายละเอียดของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้ชัดเจนดีกว่าการกลืนแป้ง การส่องกล้องฯ ช่วยยืนยันการวินิจฉัย และสามารถยืนยันตำแหน่งและขนาดของแผลที่ตรวจพบได้ นอกจากนี้การส่องกล้องฯ สามารถตรวจหาเชื้อ H.pylori โดยการคีบชิ้นเนื้อเล็กๆมาตรวจหาเชื้อหรือส่งตรวจพยาธิสภาพกรณีสงสัยมะเร็งกระเพาะอาหารได้ด้วย
การรักษา
สำหรับการรักษาจะใช้วิธีการกำจัดเชื้อเอช.ไพโลไร โดยให้ยาลดกรดร่วมกับยาปฎิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยยาลดกรด หรือยาช่วยปรับหรือเพิ่มความเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร เพื่อช่วยให้ไม่มีอาการมาย่อยค้างอยู่ในทางเดินอาหารส่วนต้น หรือบางรายอาจจะใช้ยาลดการอักเสบของเยื่อบุผิวกระเพาะอาหาร (Mucosal Protectants)
คำแนะนำเพิ่มเติม
หากมีการตรวจพบเชื้อ H.pylori ต้องทำการรักษากำจัดเชื้อ เพราะหากไม่มีการกำจัดเชื้อจะทำให้ไม่สามารถรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ให้หายขาดได้
การรับประทานยารักษาแผลกระเพาะอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการปวดท้องดีขึ้น เนื่องจากอาการปวดท้องมักดีขึ้นก่อนการหายของแผล
โรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล
เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหามากกับคนโดยส่วนใหญ่ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลักที่สำคัญ 2 ประการ คือ
ความไวของประสาทการรับรู้ความรู้สึกของกระเพาะอาหารและลำไส้มากผิดปกติ โดยเฉพาะต่อกรด หรืออาหารมันทำให้เกิดอาการแน่น หรือปวดท้อง
กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น การขยายตัวของกระเพาะอาหารลดลง หรือมีการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไม่ทำให้เสียชีวิต ไม่มีเลือดออก และไม่กลายเป็นมะเร็ง
อาการของโรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล
จะมีอาการเหมือนโรคกระเพาะอาหารชนิดมีแผล คือ ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ แน่นท้อง ท้องอืด มีลมมาก คลื่นไส้ อาเจียน รับประทานแล้วอิ่มง่าย ดังนั้นการวินิจฉัยที่แน่นอนคือ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ถ้าผลปกติไม่มีแผล ไม่มีมะเร็ง จะสามารถสรุปได้ว่า เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล
การรักษา
การรักษาที่สำคัญที่สุด คือเน้นเรื่องการแนะนำถึงวิธีการปฎิบัติตัว และการเข้าใจถึงการดำเนินโรค เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดความกังวล เมื่อมีอาการเกิดขึ้นในภายหลัง
การดูแลตนเอง สิ่งที่ต้องเน้นเป็นสำคัญ คือ เรื่องของอาหาร
หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ด เปรี้ยว รสจัด
อาหารหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ผักดอง
อาหารประเภทของทอด ของมัน เนื่องจากเป็นสารที่ย่อยยากกว่าสารชนิดอื่น
เครื่องดื่มแอลกฮอล์ บุหรี่ น้ำอัดลม
ไม่รับประทานจนอิ่มเกินไป เพราะจะทำให้กระเพาะขยายตัวกระตุ้นให้เจ็บ และปวดท้องมากขึ้น
ลดปริมาณอาหารมื้อหลัก และเสริมในมื้ออาหารว่าง เพื่อไม่กระตุ้นให้เกิดการปวดท้อง
พยายามอย่าให้ท้องว่างเกิน 3 ชม. และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนักมากขึ้น
หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล เพราะความเครียดจะกระตุ้นให้กรดออกมาก ตามธรรมชาติเมื่อกรดออกมากจะสร้างแก็สมาก กระเพาะจะขยายและเกร็งตัวทำให้มีอาการปวดท้องมากขึ้น

Share:  

อาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ บอกโรคอะไรได้บ้าง

อาการปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุเกิดขึ้นได้บ่อย ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องใส่ใจสุขภาพ คืออย่านิ่งนอนใจ
ปัญหาที่พบได้กับหลายๆ คน คือมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ ไปพบแพทย์ตรวจเบื้องต้นก็ไม่พบความผิดปกติ แต่อาการปวดท้องก็ยังคงมีอยู่ หมายความว่าต้องมีความผิดปกติใดเกิดขึ้น และเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อค้นหาถึงต้นตอของความปวดนั้น เนื่องจากระบบทางเดินอาหารครอบคลุมหลายอวัยวะ
จะว่าไปแล่วอาการปวดท้องอาจมีที่มาได้จากหลายสาเหตุ เช่น เรื่องของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับอ่อน ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ตับ ซึ่งอาจเป็นโรคโดยทั่วไป หรือเป็นโรคที่มีความร้ายแรงดังเช่น มะเร็ง จึงทำให้เกิดความผิดปกติที่ไม่ทราบสาเหตุ
1.มะเร็งกระเพาะอาหาร
ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบ็กเตอร์ไพลอไร(Helicobacter Pylori:HP) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะ ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรังจะทำให้เป็นโรคนี้มากขึ้น ระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่อระยะของโรคมีการพัฒนามากขึ้น ก็อาจทำให้มีอาการคล้ายโรคอื่นๆ เช่นโ รคแผลในกระเพาะอาหาร โรคไวรัสลงกระเพาะ
ลักษณะอาการ
รู้สึกอาหารไม่ย่อยหรือรู้สึกไม่สบายท้อง
ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
คลื่นไส้ ไม่อยากรับประทานอาหาร
ทำความสะอาดปากและฟันหลังอาหารทุกมื้อ
มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก
วิธีการรักษา
ลักษณะเช่นนี้ ต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยการกลืนแป้งสารทึบแสงและทำการเอ็กซเรย์ จึงจะสามารถเห็นความผิดปกติหรืออาจต้องทำการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น และเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ จึงจะเห็นตำแหน่งของโรคและการกระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอ็กซเรย์แบบธรรมดา
2.มะเร็งลำไส้
เกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ (Colon) หรือมะเร็งที่ช่องทวารหนัก (Rectum) เป็นมะเร็งที่อันตราย พัฒนาจากเซลล์ที่ผลิตเยื่อเมือกในลำไส้ โดยส่วนใหญ่เริ่มต้นจากติ่งเนื้อ (Polyp) หรือเยื่อเมือกในลำไส้ใหญ่เองกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
ลักษณะอาการ
มีอาการปวดท้องเรื้อรัง
ท้องอืดเรื้อรัง
ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ถ่ายดำ
น้ำหนักลดผิดปกติ อ่อนเพลีย
คลำพบก้อนในท้อง ท้องผูก หรือท้องผูกสลับท้องเสีย
วิธีการรักษา

สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือดคัดกรองหาเลือดที่ปนมาในอุจจาระ การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารการตรวจทางภาพรังสีวินิจฉัย  อ่านเพิ่มเติม อาการปวดท้อง 
Share:  

รู้ทัน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

อาการของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจ
ไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการโดยทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจง

มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่ไม่สามารถทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบ็กเตอร์ไพลอไร (Helicobacter Pylori:HP) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือโรคกระเพาะ ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรัง จะทำให้เป็นโรคนี้มากขึ้น ลักษณะอาการของมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นอย่างไร



มะเร็งกระเพาะอาหาร-01
อาการของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ระยะแรกของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอาจไม่มีอาการแสดงหรือมีอาการโดยทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจงอาจคล้ายกับโรคอื่นๆ รู้สึกอาหารไม่ย่อย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืดหลังกินอาหาร ไม่อยากอาหาร สำหรับอาการมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะลุกลาม อาจมีอาการอ่อนเพลีย อาจเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลด
ปัจจัยเสี่ยงของโรคประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ปัจจัยเสี่ยงที่มีความเกี่ยวของกับการเกิดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ได้แก่ เมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าผู้หญิง การรับประทานอาหารปิ้งย่าง หมักดองอาจทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ในขณะเดียวกันการรับประทานผักและผลไม้ก็อาจจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้ การติดเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชื้อนี้จะทำให้มีอาการอักเสบและเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารจึงเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร การสูบบุหรี่ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงขึ้น หรือจากโรคต่างๆ เช่น กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และโรคเลือดบางชนิด
การตรวจวินิจฉัยโรค
ลักษณณะตามอาการที่กล่างมาข้างต้นจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดด้วยการส่องกล้อง เพื่อให้เห็นภายในกระเพาะอาหาร และตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ, การอัลตราซาวด์ ทำให้เห็นความลึกของกระเพาะอาหาร หรือการกระจายของมะเร็ง, กลืนแป้งสารทึบแสงทำการเอ็กซเรย์จึงจะสามารถเห็นความผิดปกติ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ จึงจะเห็นตำแหน่งของโรคและการกระจายของโรคได้ละเอียดมากกว่าการเอ็กซเรย์ธรรมดา
ขั้นตอนการรักษาทำได้อย่างไร
สำหรับการรักษา แนวทางเลือกการรักษาขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่งของก้อนและระยะการแพร่กระจายของโรค การรักษาประกอบไปด้วยการผ่าตัดรังสีรักษา และการให้ยาเคมีบำบัด


Share:  

โรคตับ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ

การรักษาโรคตับอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อขจัดเชื้อ ตรวจติดตามผลการรักษา การตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดปริมาณเชื้อ

ภาวะตับอักเสบ หมายถึงภาวะที่มีการอักเสบ เซลล์ตับถูกส่งผลให้ให้การทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตับผิดปกติ ทำให้ตับมีแผล และมีลักษณะขรุขระ อาจทำให้เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับได้ตับอักเสบแบ่งเป็น 2 ชนิด 

3d-printed-human-liver-1

ประเภทของภาวะโรคตับอักเสบ 
1.ตับอักเสบเฉียบพลัน มักมีอาการที่พบได้บ่อย คืออ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องที่ตำแหน่งชายโครงด้านขวาจากการที่ตับโต ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง มีสาเหตุได้จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนใหญ่เป็นชนิด A, B, C และ E และเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น Cytomegalo virus (CMV), Epstein-Barr virus (EBV), Herpes Simplex virus (HSV) เชื้อไวรัสไข้เลือดออก (Dengue) รวมถึงยาบางชนิดที่อาจส่งผลทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาจากแพทย์ทางเลือกต่างๆ อาทิ ยาจีน ยาสมุนไพร เป็นต้น และสาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น สารเคมีบางชนิด เห็ดที่มีพิษแอลกอฮอล์ การขาดเลือดแบบเฉียบพลัน การติดเชื้อโรคต่างๆ อาจทำให้ตับอักเสบเฉียบพลัน และตับอักเสบชนิดที่ 2 ได้แก่ 

2.ตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ จนเกิดตับแข็ง หรืออาจเป็นมะเร็งตับในที่สุดสามารถเกิดจากผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบ จากสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อไวรัส เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับสารพิษ ความอ้วน มีภาวะที่มีการอักเสบของตับเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนขึ้นไป

ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบเป็นอย่างไร 

   
ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ปวดท้อง เจ็บเสียดบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับและอาการสำคัญที่บ่งว่าเป็นโรคตับ คือ อาการตัวเหลือง ตาเหลืองปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งเรียกกันว่า “ดีซ่าน”

ทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบ
   สำหรับกรณีของไวรัส ตับอักเสบ มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และไวรัสตับอักเสบอี แต่ชนิดที่ก่อให้เกิดไวรัสตับเรื้อรังก็คือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และไวรัสตับอักเสบดี โดยที่ไวรัสตับอักเสบดีไม่พบเจอในประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี คือ การติดต่อจากคนในครอบครัว แพร่กระจายภายในเครือญาติ สามารถติดต่อกันทางเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ และการมีเพศสัมพันธ์ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญคือ การติดเชื้อทางเข็ม โดยการสักลวดลายบนผิวหนังและการฉีดยา เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแล้ว จะยังไม่มีอาการปรากฏจนถึงระยะสุดท้าย ผู้ป่วยอาจเกิดอาการตับวายและเสียชีวิตได้

การรักษาและป้องกันดูแลตับอักเสบ

   การรักษาตับอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ จะใช้ยาต้านไวรัสเพื่อขจัดเชื้อ ตรวจติดตามผลการรักษา การตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดปริมาณเชื้อ และสิ่งที่ดีที่สุด คือการป้องกันที่ต้นตอของโรค การดูแลตนเองเบื้อต้นสารมารถทำได้ ดังนี้ 

1.การมีอนามัยส่วนบุคคล และส่วนรวมที่ดี เช่นการล้างมือให้สะอาดหลังการขับถ่าย ปรุงอาหารถูกหลักอนามัยเลือกรับประทานอาหารที่สุกมีประโยชน์ ไม่มีการปนเปื้อนสารพิษ ดื่มน้ำที่สะอาด

2.หลีกเลี่ยงการรับ สัมผัสเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง 

3.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่สามี ภรรยา

4.ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบก่อนได้รับเชื้อ 

5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเหมาะสม

6.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
Share:  

มะเร็งตับ มะเร็งตับโรคใกล้ตัว ที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในเพศชาย


มะเร็งตับ สำหรับคนโดยส่วนใหญ่เมื่อทราบถึงโรค อาจมองว่า “ตับ” เป็นเพียงอีกหนึ่งอวัยวะที่มะเร็งร้ายสามารถรุกล้ำก่อตัวขึ้นมาเกิดเป็นโรคที่สามารถคร่าชีวิตได้อีกเช่นเดียวกัน เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็ตามเพียงแค่ทราบว่าเป็นโรคมะเร็งก็ทำให้ทั้งผู้ป่วยและญาติรู้สึกตระหนก ในใจเสียได้แล้ว เพราะเป็นโรคไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อเกิดขึ้นกับอวัยวะใดก็ตามย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัวด้วยกันทั้งสิ้น มะเร็งตับ ก็เช่นเดียวกัน

liver
มะเร็งตับโรคใกล้ตัว ที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในเพศชาย และเป็นมะเร็งที่มีการเจริญเติบโตของโรคที่รวดเร็ว

ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งตับมีหลายประการ
 ได้แก่ 

• เชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี โดยผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปกติ 

• ตับแข็ง เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นมะเร็งตับจะมีตับแข็งร่วมด้วย 

• การได้รับสารอะฟลาท็อกซิน เป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา อยู่ในอาหารประเภทถั่วลิสงแห้ง พริกแห้ง เต้าหู้ยี้ เป็นต้น 

• การได้รับสารไนโตรซามีน พบได้ในยากันบูด อาหารที่ใส่ดินประสิว สารเคมีที่ตกค้างในผัก 

• การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ 

• ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง และไขมันพอกตับ 

สังเกตอาการของโรคได้อย่างไร
 
การจะสังเกตอาการ หรือสัญญาณเตือนอาจเป็นไปได้ยาก เพราะมะเร็งตับจะไม่มีอาการ ถ้าหากมีอาการในระยะเริ่มแรกจะไม่ชัดเจน เช่น อ่อนเพลีย ผอมลง เจ็บชายโครงขวา ซึ่งอาการจะแสดงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคเป็นสำคัญ และอาการอาจมากขึ้นตามการหายใจ ไอ การเปลี่ยนอิริยาบถ หรือคลำก้อนได้ที่ชายโครงขวา โดยในช่วงท้ายอาจมีไข้เรื้อรัง ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือบางรายมีอาการบ่งชี้ว่าเป็นตับแข็ง เช่น ขาบวม ท้องบวม เส้นเลือดโป่งพอง ดังนั้น ผู้ที่เป็นตับแข็งและเริ่มเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เบื้องต้นสามารถทำได้โดยการเจาะเลือด เพื่อดูสมรรถภาพของตับ และตรวจด้วยการอัตราซาวด์ และตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องซีทีสแกน (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเอ็ม อาร์ ไอ (MRI) ร่วมด้วย หรือบางกรณีใช้การฉีดสีเข้าเส้นเลือดที่เลี้ยงตับ หรือเจาะช่องท้องส่องกล้องเพื่อดูตับโดยตรง และสุดท้ายสิ่งที่จะสามารถวินิจฉัยได้ดีที่สุด คือการเจาะชิ้นเนื้อตับส่งตรวจ

ขั้นตอนการรักษาโรค 
การรักษาที่ดีที่สุด คือการผ่าตัดในระยะต้นๆ หรือระยะที่ยังผ่าตัดได้ การตรวจพบตั้งแต่แรกจึงมีความสำคัญ เพราะหากพบเมื่อขนาดใหญ่เกินไป หรือมะเร็งแพร่ลุกลามเข้าเส้นเลือดในตับ จะทำได้เพียงการรักษายับยั้งไม่ให้ลุกลาม และถึงแม้จะผ่าตัดมะเร็งก็มักลุกลาม แนวทางการรักษามะเร็งตับจึงมีทั้งการรักษาแบบหวังหายขาด การยับยั้งไม่ให้ลุกลาม และการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ การเลือกวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของตับ โรคตับแข็ง ตำแหน่ง และขนาดของมะเร็งตับ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบโรคได้ในระยะเริ่มแรก เพราะมีการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับ ดังนั้นผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ ตับแข็ง เอนไซม์ตับไม่ปกติ รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจคัดกรอง

วิธีการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากมะเร็งตับ 
ทำได้โดยการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งตรวจคัดกรองมะเร็งตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
Share:  

ลดปัจจัยเสี่ยง “โรคกรดไหลย้อน” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

โรคกรดไหลย้อน ถือเป็นโรคหนึ่งที่คนวัยทำงาน เริ่มได้ยินบ่อยมากขึ้นในยุคนี้ ภาวะโรคกรดไหลย้อนนั้น คือภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร
    ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ส่งผลให้ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก 
Screen Shot 2015-06-18 at 11.29.59 AM

   อย่างที่ทราบกันดีเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยว และกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารก็ จะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหาร และหลอดอาหารจะมีหูรูด ทำให้ที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็กนั้นเอง แต่เหตุอยู่ที่หากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหารก็จะส่งเสียต่อสุขภาพ โดยมีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยวนั้นั่นเอง 
ปัจจัยเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน 
   ภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากความผิดปกติของหลายๆ ส่วนในระบบเดินอาหาร อาทิ ทางกายภาพ เช่น มีหูรูดกระเพาะอาหารปิดไม่สนิท, มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ผิดปกติไป, มีการเลื่อนของหูรูดกระเพาะไปจากส่วนที่ควรจะเป็น ทั้งนี้หูรูดกระเพาะอาหารจะอยู่ติดกับกระบังลม ซึ่งถ้าในจุดนี้มีการเกินไป ก็ส่งผลสู่ปัจจัยหนึ่งที่ให้เกิดโรคนี้ได้ นอกจากนี้ปัจจัยที่เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดโรคนี้ อันดับต้นๆ คือ พฤติกรรมของตัวเรา โดยเฉพาะกับคนที่ชอบกินจุบกินจิบ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ รีบเร่งในการทานอาหาร พฤติกรรมเช่นนี้มีโอกาสเสี่ยงสูง 
สังเกตอาการโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร
Screen Shot 2015-06-18 at 11.31.00 AM

   ลักษณะอาการที่แสดงอย่างชัดเจน อันเนื่องมากจากความผิดปกติจากโรคคือ มีโรคบางโรคที่ทำให้มีน้ำลายน้อย พอมีน้ำลายน้อยก็ทำให้การชะล้างกรดมีความผิดปกติได้ หรือเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดมีผลต่อการโรคกรดไหลย้อนได้ ซึ่งอาการบ่งชี้มาในลักษณะของ 1.มีอาการแสบร้อนในหน้าอก 2.เรอบ่อย 3.จุกแน่นบริเวณลิ้นปี บางรายจุกแน่นมาถึงลำคอ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นที่ไม่ควรมองข้าม คือการไอเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ ก็อาจเป็นไปได้ว่าเกิดกรดไหลย้อนขึ้นมาสูงจนเข้าไปในหลอดลม ส่งผลต่อการอและหอบ ซึ่งกรดเหล่านี้สามารถกระตุ้นการหอบได้ด้วย 
ละเลยกรดไหลย้อน เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
หากปล่อยไว้จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากว่าหลอดอาหารไม่สามารถทนทานต่อกรดได้มากนัก เพราะฉะนั้นเมื่อมีการอักเสบบ่อยๆ อาจจะทำให้เซลล์ต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามภาวะนี้เกิดได้น้อย อย่างไรก็ตามโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง สิ่งคนไข้ต้องเผชิญจริงๆ จากโรคกรดไหลย้อนนี้ คืคนไข้ เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการจุกแน่นอึดอัด แน่นหน้าอกมาก จนเกิดความกังวล นอนไม่หลับ เพราะอาการกรดไหลย้อนจะมีอาการเยอะขึ้นเมื่อนอน ส่งผลให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เรียกได้ว่าเป็นการรบกวนการวิถีชีวิตในประจำวัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้เราเสียชีวิต ทั้งนี้โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงเป็นให้ใครหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ซึ่งเป็นการรักษาไม่ตรงจุด 
กรดไหลย้อน รักษาได้อย่างไร
 เมื่อสงสัยว่าจะเกิดโรคกรดไหลย้อน อันดับแรกแพทย์อาจจะต้องซักถาม เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่แค่เรอวันเดียว คลื่นไส้วันเดียว แล้วจะเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งหากว่าวินิจฉัยแล้ว อาการแสดงเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน ปกติจะแนะนำให้รับประทายาปรับการหลั่งก่อน 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้การรับประทานยาเป็นทั้งการรักษาและวินิจฉัย เพราะปกติกรดไหลย้อนมักจะดีขึ้นด้วยการรับประทานยา แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ขั้นตอนต่อไป ปัจจุบันมีวิธีการรักษาจากการส่องกล้องเพื่อดูลักษณะของหลอดอาหาร ร่วมถึงมีการวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร วัดความดัน ตรงบริเวณหูรูดของหลอดอาหาร ในระดับต่างๆ 
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้
1.ผู้สูงอายุ คนอายุมากจะมีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนสูงขึ้น เนื่องจากหูรูดกระเพาะจะหย่อนมากกว่าปกติ นอกจากนี้พออายุมากขึ้น เยื่อบุต่างๆ เสื่อมสภาพลง น้ำลายลดลง หรือต้องรับประทานยาต่างๆ หลายชนิดที่มีผลข้างเคียงทำให้น้ำลายลดลงหรือ กินยาบางอย่างที่ทำให้หูรูดกระเพาะปิดไม่สนิท ก็มีอาการของโรคกรดไหลย้อนตามมา 
2.คนอ้วน ในคนที่อายุน้อย แต่มีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น และการรับประทาน ชา กาแฟ ของมัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งกรด ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น หูรูดกระเพาะก็อาจปิดไม่สนิท 
ลดปัจจจัยเสี่ยงโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร 
1.ห้ามรับประทานอาหารแล้วนอนทันที 
2.ออกกำลัง ลดน้ำหนัก อย่างน้อง 10% ซึ่งไม่จำเป็นต้องครั้งเดียว หมายถึงค่อยลดๆ ปรับตัว ไป 
3.นอนหัวสูง 4.กินนอนให้เป็นเวลา ห้ามนอนดึก 
คำถามที่มักพบบ่อยๆ 
Q: ยาน้ำลดกรด รักษากรดไหลย้อนได้จริงหรือ 
A: ยาน้ำลดกรดจะทำหน้าที่เคลือบบริเวณผิวหน้าของกรด ไม่ให้กระฉอกขึ้นมา แต่ไม่ได้ลดกรดโดยตรง แต่เป็นการลดอาการได้ เมื่อรับประทานอาจจะรู้สึกสบายขึ้น แต่ว่าคงไม่ได้รักษาในเรื่องของภาวะที่มีกรดเยอะจริงๆ แต่อาจจะใช้เป็นยาประกอบกัน ทางที่ดีควรเข้ามาพบแพทย์ ทั้งนี้ยาแต่ละชนิดต้องใช้ในแต่ละอาการ บางรายกรดเยอะก็ต้องรับประทานยาลดกรด หรือบางรายกรดไม่เยอะมาก แต่มีเรื่องของภาวะการบีบตัว เกร็งตัวร่วมด้วย บางครั้งเกิดการละคายเคืองจนรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรบีบแน่น ในหน้าออก กลืนไม่สะดวก ควรเข้าพบกแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและทำการรักษาต่อไป
Share:  

วัคซีนเด็กแรกเกิด – 12 ปี ที่คุณแม่ควรเอาใจใส่ป้องกัน

ฉีดวัคซีนเด็กแรกเกิด – 12 ปี

Screen Shot 2558-01-14 at 8.53.36 PMสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกเด็ก เครือโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียลทุกสาขา สาขาพหลโยธิน 670/1 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร: 02-271-7000 สาขาโชคชัย 4 1 ถ.โชคชัย 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทร: 02-514-4141 สาขาสมุทรปราการ123 หมู่ 8 ถ.ศรีนครินทร์ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270 โทร: 02-363-2000
Share:  

ประเมินพัฒนาการเด็กเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 6 เดือน


แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 6 เดือน (กรุณาใส่เครื่องหมาย [X] ลงในช่องที่กำหนด)

 Screen Shot 2558-01-14 at 9.11.19 PMสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กเบี้องต้น ………..  ( 1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) *** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ**
สอบถามรายละเอียดได้ที่คลินิกเด็ก  เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ทุกสาขา สาขาพหลโยธิน 670/1 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร: 02-271-7000 สาขาโชคชัย 4 1 ถ.โชคชัย 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทร: 02-514-4141 สาขาสมุทรปราการ 123 หมู่ 8 ถ.ศรีนครินทร์ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270 โทร: 02-363-2000
Share:  

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูกและข้อที่เสื่อมสภาพตามวัย | รพ.เปาโล เมโมเรียล


สุขภาพในวัยทอง
knee
วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงเป็นช่วงเวลาที่สิ้นสุดการมีประจำเดือนแล้ว เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เกิดอาการต่างๆส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว กลุ่มอาการหมดประจำเดือน (Menopausal Symptom) ได้แก่ มีอาการร้อนวูบวาบเหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่าย บางคนปัสสาวะบ่อย ชีวิตเมื่อดำเนินมาถึงวัยคุณภาพ ปัญหาสุขภาพมักเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย และผลจากการดูแลตนเองในวัยเยาว์ คนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี สมรรถภาพร่างกายจะเสื่อมช้ากว่าคนที่ละเลยการดูแลโรคที่พบบ่อยในวัยหลังเกษียณ ได้แก่ กลุ่มโรคกระดูกและข้อ อาทิ โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม กระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกพรุน กลุ่มโรคหลอดเลือด อาทิ หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์อัมพาต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง กลุ่มโรคทางระบบประสาท อาทิ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ปลายประสาทเสื่อม และยังมีกลุ่มโรคร้ายแรงอื่นๆ อาทิ โรคมะเร็ง จะเห็นได้ว่ามีโรคร้ายต่างๆ มากมาย ที่จะเกิดขึ้นกับคนวัยนี้ การตรวจสุขภาพประจำปีจึงจำเป็นต้องตรวจกระบวนการทำงานทั้งระบบของร่างกาย แพทย์จะแนะนำการตรวจเพิ่มเฉพาะทางในกลุ่มโรคที่มีความเสี่ยง และตรวจเจาะลึกมากขึ้นด้วยเครื่องมือพิเศษหากพบความผิดปกติ ผู้หญิงมีอวัยวะที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เมื่อถึงเวลาที่ต้องตรวจสุขภาพผู้หญิงจึงมักมีรายการตรวจมากกว่าผู้ชายเสมอ เพราะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคทางนรีเวชต่างๆ หรืออาจร้ายแรงไปจนถึงมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม

Tips : ดูแลอย่างไร ในวัยคุณภาพ

– ทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรืออาหารรสจัด – ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย และร่างกาย – ควบคุมน้ำหนัก ดูแลตนเองไม่ให้อ้วน (รอบเอว ไม่เกิน 80 ซ.ม. ในผู้หญิง และ 90 ซ.ม. ในผู้ชาย) – ควบคุมอารมณ์และจิตใจให้แจ่มใส เบิกบานไม่เครียด – งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ – หากต้องรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ที่มา http://paolohealthcare.com/Home/สุขภาพสตรี/วัยทอง/
Share:  

อาการปวดคอ ไหล่ หลัง พฤติกรรมทำงานด้วยท่าทางไม่ถูกต้อง นำไปสู่ ออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม โรคของคนทำงาน

โรคของคนทำงานออฟฟิศ เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักอาการปวดคอ ไหล่ หลังหรือบางคนอาจกำลังมีอาการปวดอยู่ในขณะนี้ด้วย สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการทำงาน พฤติกรรมท่าท่างไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งท่าเดิมนานๆ ท่านั่งเก้าอี้ทำงานไม่ถูกต้อง การก้มยกของผิดท่า การเคลื่อนไหวผิดจังหวะ เช่น การบิดตัวเพื่อเอื้อมหยิบสิ่งของ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่อาการปวดคอ ไหล่ หลัง ของคนทำงาน มีที่มาจากการใช้งานร่างกายในท่าเดิมๆ เมื่อมีการเกร็งเป็นเวลานานๆ จะเกิดการเมื่อย กลายเป็นปวด เส้นยึด ชาตามแขน หรืออาจร้าวไปบริเวณลำคอ มีอาหารเหมือนตกหมอน โดยโรคที่พบมากจากอาการปวด คอ ไหล่ หลังได้แก่
  • กล้ามเนื้ออักเสบที่่คอ บ่า สะบัก จะมีอาการปวดร้าวลงแขน ตึงคอ บ่า เมื่อยล้ากล้ามเนื้อที่่่แขน และเป็นเหน็บชาที่ มือ
  • เอ็นข้อไหล่ ทำให้ข้อไหล่ติดแข็ง เวลาเคลื่อนไหวก็จะปวดร้าวลงแขน ยกแขนได้ไม่สุด เอามือไขว้หลังไม่ได้
  • จะมีอาการปวดคอ บ่า สะบัก ร้าวลงแขน อาจมีอาการอ่อนแรงที่่แขน ชามือ
  • โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ปวดเอว ปวดคอ หรืออาการเมื่อยที่ระบุไม่ได้ชัดเจน มีอาการปวดร้าวลงแขน ขาข้างใดข้างหนึ่ง และอ่อนแรงร่วมด้วย
การตรวจวินิจฉัยและรักษา แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเอกซเรย์กระดูกคอ ไหล่ หลัง หรือตรวจตรวจเครื่อง MRI โดยการรักษาจะเริ่มจาก การรับประทานยา กายภาพบำบัด การฉีดยาไปยังบริเวณจุดที่เป็นปัญหา ถ้าอาการรุนแรงและมีข้อบ่งชี้ ที่รักษาด้วยวิธีอื่นและไม่ดีขึ้น จึงต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวด ไหล่ หลัง

  • อย่านั่งหลังแอ่นเกินไป โน้มค่อมเกินไป
  • ปรับพฤติกรรมการ นั่ง เดิน ยืน ให้ถูกลักษณะ
  • ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำ
Share:  

หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท | รพ.เปาโล เมโมเรียล

หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท

เริ่มต้นทำความรู้จักกับโครงสร้างและหน้าที่ของหมอนรองกระดูกสันหลังเบื้องต้น กระดูกสันหลังมีเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังทุกข้อ ตั้งแต่คอถึงเอว ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก และยืดหยุ่นเวลาเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ หากไม่มีหมอนรองกระดูกสันหลังจะก้ม เงย หรือเคลื่อนไหวหลังได้ไม่สะดวก โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่เกิดเพียงข้างเดียว และมักทับเส้นประสาทเส้นเดียว เช่น การทับเส้นประสาทคอจุดเดียว เป็นต้น เกิดได้จากการยกของหนักเกินไป หรือการเคลื่อนไหวผิดท่าทาง ซึ่งเกิดอย่างเฉียบพลัน เช่น ขณะยกของหนัก หรือเป็นเรื้อรัง จากหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยมีส่วนของหมอนรองกระดูกปลิ้น เคลื่อนออกมามากพอจนทับเส้นประสาท จึงส่งผลให้เกิดมีอาการปวดร้าวลงขา

หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
แนวทางการรักษาสามารถทำได้ดังนี้

  • การรับประทานยา และการนอนพักผ่อน
  • การทำกายภาพบำบัด เพื่อช่วยลดอาการปวด
  • การผ่าตัด เพื่อนำหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนที่ปลิ้น เคลื่อนกดทับเส้นประสาทออก สามารถทำได้หลายแบบแล้วแต่ข้อบ่งชี้ของการเคลื่อนทับเส้นประสาท

การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก (Endoscopic discectomy)

การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป ใช้วิธีสอดกล้องผ่านทางแผลผ่าตัด ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณเพียง 8 มิลลิเมตร โดยเลนส์ของเอ็นโดสโคปจะอยู่ที่ปลายกล้อง ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ มากยิ่งขึ้น

การผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscope discectomy)

ซึ่งแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เฉลี่ยประมาณ 2-3 เซนติเมตร เป็นการผ่าตัดที่กล้องมีความสามารถด้านกล้องกำลังขยายสูง จึงทำให้เห็นรายละเอียดการภายในกระดูกสันหลังได้อย่างชัดเจน มีความปลอดภัยสูง
ที่มาhttp://paolohealthcare.com/Home/โรค-กลุ่มอาการ/กระดูกและข้อ/หมอนรองกระดูกสันหลัง/
Share: